วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Google Plus

Google Plus


Google+ (Google Plus) คือโครงการของ Google ที่มีความพยายามมานานหลังจากมีการออกมายอมรับก่อนหน้านั้นว่า Google ขยับตัวช้าไปในเรื่องนี้แถมยังมีข้อเสนอพิเศษให้กับพนักงานที่สามารถคิดโครงการ Social Networks ให้ออกมาประสบความสำเร็จอีกด้วย
โดยก่อนหน้านี้เราคงเห็นปุ่ม Google + ที่เปิดตัวกันไปก่อนหน้านี้แล้วซึ่งหลายคนก็ยังมีข้อสงสัยกันอยู่ว่ากดไปแล้วมันจะได้อะไร แหล่งปลายทางของข้อมูลที่กด Google+
นั้นจะไปอยู่ที่ไหน
วันนี้ทาง Google เปิดตัว Social Networks ของตัวเองแล้วโดยใช้ชื่อว่า Google + (Plus) นั่นเองโดยเข้าไปเล่นกันได้ที่ https://plus.google.com

ที่มาhttp://www.kwamru.com/google-plus-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3-google/



Google + จะยากที่จะ'นำมาลง'Facebook
 ได้อย่างรวดเร็วจนกว่าจะมีวิธีการที่จะนำเข้าโดยรายการของคุณเพื่อนไปที่ Google Cirles A + ในความเป็นจริงมีการขยายโครเมี่ยมที่จะทำเช่นนี้
การแนะนำของ + Google มีประหลาดใจโลกถึงแม้ว่าวันที่มีอยู่ในขณะนี้การเข้าถึงคุณสมบัติที่สมบูรณ์ของมัน อย่างไรก็ตามยังคงมีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการแข่งขันที่รุนแรงจากเมาเทนวิวสามารถจับครึ่งพันล้านผู้ใช้ของ Facebook เว้นแต่จะมีวิธีง่ายๆที่จะนำเข้า (นำเข้า) เป็นเพื่อน Facebook ของคุณใน Google + + Cirles (รอบที่ Google +) ในความเป็นจริงมีการประยุกต์ใช้สำหรับการอนุญาตให้ทำเช่นนี้ มันเป็นส่วนขยายของโครเมี่ยม


Facebook เพื่อนส่งออก (FFE) เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดย Mohamed Mansour, วิศวกรที่ทำงานให้กับ RIM เทคโนโลยี (ขึ้นอยู่กับการบัญชีประวัติการทำงานออนไลน์เป็น Google + ของเขา) ในเวลาว่างของเขา นามสกุลไม่ได้ถูกออกแบบโดย Google + ในความเป็นจริงรุ่นแรกเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่ระเบิดสัปดาห์สุดท้ายเมื่อจำนวนของผู้ใช้เบต้า Google + ขัดขวางและพยายามที่จะใส่ทั้งหมดของ Facebook เข้าสู่โลกของ Google

ข้อมูลนี้ให้เพื่อนของส่วนขยายการบีบอัดบน Facebook และการเปลี่ยนแฟ้มข้อมูลขนาดใหญ่หรือใส่โดยตรงในรายชื่อใน Google กระบวนการนี\u200b\u200b้อาจใช้เวลาในการรับข้อมูล FFE ของ Facebook และขึ้นอยู่กับความเร็วและจำนวนของเพื่อนในบัญชี หลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมงประมาณ 150 จะถูกประมวลผล


โปรแกรมนี้ไม่สามารถโอนย้ายเพื่อน Facebook ทั้งหมดของคุณโดยตรงไปยัง Google + เพียงนำพวกเขาลงในหน้าต่างการติดต่อของ Google (Google ติดต่อ) เพื่อที่คุณจะเปิดให้กลุ่มรอบใน Google + สุดท้ายกระบวนการหลายขั้นตอนที่จะใช้เวลาไม่น้อยของเวลาและผู้ใช้หลายคนมีบ่นเพราะความแออัดของในการนำเข้าส่งผลกระทบต่อเบราว์เซอร์

บนมืออื่น ๆ , ใบสมัครปรากฏว่ามีการละเมิดเงื่อนไขการใช้บริการของ แต่ดาวน์โหลดโปรแกรมปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 17.000 ครั้ง Mansour เขียนในรายละเอียดของใบสมัครที่ :"ใส่ชื่อของคุณจาก Facebook, แม้ว่าพวกเขา (Facebook) ที่ต้องการหรือไม่ คุณให้พวกเขาให้เพื่อนของคุณและให้พวกเขาในการเก็บข้อมูลและคุณอาจเรียกมัน Facebook ไม่ได้เป็นเพื่อนของฉันเอง."


ของหลักสูตร Facebook ช่วยให้คุณดาวน์โหลดข้อมูลรวมทั้งการโพสต์บนผนัง (ผนังโพสต์), ข้อมูลภาพและเพื่อน ๆ แต่ไม่ง่าย ส่วนขยายของ Mansour ไม่ชัดเจนโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาระหว่าง Facebook และ Google + แต่มันคือการเริ่มต้น เร็ว ๆ นี้ Google จะ Facebook เพื่อสมาธิทั้งหมดของฉันความแข็งแรงเพื่อติดตาม!

1.     HOW TO ปุ่มวิธีอื่น ๆ Google + 1 เว็บไซต์ / บล็อกของคุณ
1 เพิ่มปุ่ม Google บนเว็บไซต์ + + ร่วมกัน
a. กับเว็บไซต์โดยใช้ Google WebmasterTools :
คุณเข้าเยี่ยมชมคำแนะนำสำหรับการสร้างปุ่ม Google โดยอัตโนมัติ 1 สำหรับเว็บมาสเตอร์ของ Google :
http://www.google.com/intl/vi/webmasters/+1/button/


หลังจากที่คุณปรับแต่งเพื่อความชอบของคุณ (ขนาด, ภาษา, บวกบางตัวเลือกขั้นสูง), ที่คุณจะใช้รหัสที่ Google ให้รหัสที่จะแทรกในหน้าแรกของคุณบนเว็บไซต์
b. กับเว็บไซต์อื่น ๆ
และคุณไม่ได้ใช้ Google Webmaster คุณ"สามารถใช้วิธีการ'รหัสต่อไปนี้
<--! สถานที่การ์ดใบนี้ใน <head> หรือในทันทีก่อนที่ </ body> -->
ประเภทสคริปต์
<\u003d"text / JavaScript"src \u003d http://apis.google.com/"
jsPlusone /js"> {Lang :'vi'} </ script>

<--! สถานที่แท็กนี้ที่คุณต้องการให้ปุ่มปรากฏ 1 -->
<g:plusone> </ g : plusone>

2 เพิ่ม Google ปุ่ม + หนึ่งในบล็อก Wordpress
a. วิธีที่ง่ายที่สุด : ใช้ปลั๊กอิน
หากคุณเพียงต้องการที่จะนำ Google + 1 ที่โพสต์รายการหรือหน้าเดียวบนบล็อกของฉันคุณสามารถใส่รหัสตามมาตรา 1, หรือใช้ปลั๊กอิน มีปลั๊กอินให้การสนับสนุนโดย Google + แทรกปุ่มบนดีมากคือ Google เพรส 1 ปุ่ม


Pros • : สะดวกรวดเร็วใช้งานง่ายข้อเสีย : มีข้อ จำกัด บางอย่างไม่ได้สถานที่ที่คุณรักทุกคนวิธีการ : อ่านด้านล่าง b. วิธีการใส่ Google + ที่เหมาะสม :
ถ้าคุณต้องการที่จะนำ Google + 1 ในสถานที่มากขึ้น (ส่วนคลัง, แท็ก, หรือบนหน้าเว็บบล็อก Wordpress ของคุณใด ๆ ) ขั้นตอนต่อไปขั้นตอนที่ 1 : ยังมีการแทรกจาวาสคริปต์ก่อนที่จะปิด </ body> ประเภทสคริปต์ <\u003d"text / JavaScript"src \u003d http://apis.google.com/"jsPlusone /js"script> </>


ขั้นตอนที่ 2 : ตรวจรหัสที่ถูกต้องก่อนที่จะแทรกเข้าไปในบทความที่มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
<G : ขนาด plusone \u003d"เล็ก"href \u003d"<Php the_permalink (); ?>"></ กรัม : plusone>
(ซึ่งใน"เล็ก"อาจถูกแทนที่ด้วยรูปแบบอื่น ๆ เช่นปุ่ม : ขนาดกลาง, มาตรฐาน, สูง ... )ขั้นตอนที่ 3 : ใส่รหัสลงไปในที่ที่คุณต้องการแสดงบนบล็อก Wordpress ของคุณ
จากนั้นใส่รหัสนี้ลงในส่วนที่คุณต้องการใด ๆ
Google + ปุ่มจะปรากฏ (ค่าเริ่มต้นคือแฟ้ม : index.php, single.php, category.php page.php archive.php, ... หรืออะไรก็ตาม ทุกหน้าอื่น ๆ )
ฉันขอให้คุณประสบความสำเร็จ!


ที่มาhttp://www.trieudo.com/tin-tuc-va-tu-van-ve-vi-tinh/612212-cach-su-dung-google-plus-nao.html?language=th

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สรุปบทที่2 องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

บทที่ 2 องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
 2.ซอฟต์แวร์ (Software)
2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)
3. บุคลากร (People)
4. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information)

1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

v  เป็นอุปกรณ์ที่จับต้องได้ สัมผัสได้ มองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม มีทั้งที่ติดตั้งอยู่ภายในตัวเครื่อง (เช่น ซีพียู เมนบอร์ด แรม) และที่ติดตั้งอยู่ภายนอก (เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ จอภาพ เครื่องพิมพ์)


2.ซอฟต์แวร์ (Software)
l  ส่วนของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บรรจุคำสั่งเพื่อให้สามารถทำงานได้ตามต้องการ โดยปกติแล้วจะถูกสร้างโดยบุคคลที่เรียกว่า นักเขียนโปรแกรม (programmer)
l  เป็นองค์ประกอบทางนามธรรม ไม่สามารถจับต้องหรือสัมผัสได้เหมือนกับฮาร์ดแวร์
l  อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
l   ซอฟต์แวร์ระบบ
l   ซอฟท์แวร์ประยุกต์
l  2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
l  ทำหน้าที่ควบคุมระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือ ระบบปฏิบัติการหรือ OS (Operating System) มีทั้งที่ต้องเสียเงินอย่างเช่น Windows และให้ใช้ฟรี เช่น Linux เป็นต้น
2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software)
*ควบคุมการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์โดยรวม
*ตรวจสอบเมื่อมีการติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใดๆ
*ช่วยให้การทำงานที่เกี่ยวข้องราบรื่น ไม่ติดขัด
*ตรวจสอบและรายงานความผิดพลาดเกี่ยวกับระบบ
*กำหนดสิทธิการใช้งาน และหน้าที่ต่างๆเกี่ยวกับการจัดการไฟล์
ซอฟต์แวร์(Software)ในประเทศไทย

l  เขตอุตสาหกรรมซอฟแวร์
l  Software Park (www.swpark.or.th) แหล่งสนับสนุนการพัฒนาซอฟแวร์สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก
l   สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ (SIPA-Software Industry Promotion Agency) www.sipa.or.th
l  ส่งเสริมให้คนไทยพัฒนาซอฟแวร์ไว้ใช้เอง
l  พัฒนาเพื่อการส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ

3. บุคลากร (People)
l  บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์พอจำแนกออกได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ
3.1 ผู้ใช้งานทั่วไป
3.2 ผู้เชี่ยวชาญ
3.3 ผู้บริหาร

3.1 บุคลากร - กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป
l  ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ (User/End User)
l  เป็นผู้ใช้งานระดับต่ำสุด ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญมาก
l  อาจเข้ารับการอบรมบ้างเล็กน้อยหรือศึกษาจากคู่มือการปฏิบัติงานก็สามารถใช้งานได้
l  บุคลากรกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุดในหน่วยงาน
l  ลักษณะงานมักเกี่ยวข้องกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป เช่น งานธุรการสำนักงาน งานป้อนข้อมูล งานบริการลูกค้าสัมพันธ์ (call center) เป็นต้น

3.1 บุคลากร - กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป

3.2 บุคลากร - กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ

3.2.1 ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์(Computer Operator/Computer Technician)
3.2.2 นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst)
3.2.3 นักเขียนโปรแกรม (Programmer)
3.2.4 วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Enginering)
3.2.5 ผู้ดูแลเน็ตเวิร์ก (Network Administrator)

3.2 บุคลากร - กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
3.2.1 ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์(Computer Operator/Computer Technician)
l  มีความชำนาญทางด้านเทคนิคโดยเฉพาะ
l  มีทักษะและประสบการณ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี
l  หน้าที่หลักคือ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบในหน่วยงานให้ใช้งานได้ตามปกติ

3.2 บุคลากร - กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
3.2.2 นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst)
l  มีหน้าที่วิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้รวมไปถึงผู้บริหารของหน่วยงานว่าต้องการระบบโปรแกรมหรือลักษณะงานอย่างไร เพื่อจะพัฒนาระบบงานให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด
l  ออกแบบกระบวนการทำงานของระบบโปรแกรมต่างๆทั้งหมดด้วย
l   มีการทำงานคล้ายกับสถาปนิกออกแบบบ้าน
l 


3.2.3 นักเขียนโปรแกรม (Programmer)
l  ชำนาญเรื่องการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ตามที่ตนเองถนัด
l  มีหน้าที่และตำแหน่งเรียกแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ปฏิบัติ เช่น
l  web programmer
l  application programmer
l  system programmer

  3.2.4 วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Enginering)
l  ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์และตรวจสอบซอฟต์แวร์ที่พัฒนาอย่างมีแบบแผน
l  อาศัยหลักการทางวิศวกรรมศาสตร์มาช่วย เช่น วัดค่าความซับซ้อนของซอฟท์แวร์ และหาคุณภาพของซอฟต์แวร์ที่ผลิตขึ้นมาได้
l  มีทักษะและความเข้าใจในการพัฒนาซอฟต์แวร์มากพอสมควร
l  อยู่ในทีมงานพัฒนาซอฟต์แวร์กลุ่มเดียวกับนักเขียนโปรแกรมและนักวิเคราะห์ระบบ
l  พบเห็นได้กับการผลิตซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ เช่น การสร้างระบบปฏิบัติการ การเขียนโปรแกรมเกมส์


3.2.5 ผู้ดูแลเน็ตเวิร์ก (Network Administrator)
l  ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลและบริหารระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร
l  เกี่ยวข้องกับลักษณะงานด้านเครือข่ายโดยเฉพาะ เช่น การติดตั้งระบบเครือข่ายการควบคุมสิทธิของผู้ที่จะใช้งาน การป้องกันการบุกรุกเครือข่าย เป็นต้น
l  มีความชำนาญเกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี และต้องมีทักษะในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที


      3.3 บุคลากร – กลุ่มผู้บริหาร
l  ผู้บริหารสูงสุดด้านสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ (CIOChief Information Officer)
l  ตำแหน่งสูงสุดทางด้านการบริหารงานคอมพิวเตอร์ในองค์กร
l  ทำหน้าที่กำหนดทิศทาง นโยบาย และแผนงานทางคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
l  มักพบเห็นในองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น
l  สำหรับในองค์กรขนาดเล็กอาจจะไม่มีตำแหน่งนี้

3.3 บุคลากร – กลุ่มผู้บริหาร
l  หัวหน้างานด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Center Manager/Information Technology Manager)
l  มีหน้าที่ดูแลและกำกับงานทางด้านคอมพิวเตอร์ให้บรรลุเป้าหมายตามแผนงานและทิศทางที่ได้วางไว้โดย CIO
l  อาจต้องจัดเตรียมการบริการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา คำแนะนำกับผู้ใช้งาน รวมถึงสร้างกฎระเบียบ มาตรฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์ของบริษัทร่วมกันด้วย

หัวหน้างานด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Center Manager/Information Technology Manager)
l  อาจต้องจัดเตรียมการบริการฝึกอบรม การให้คำปรึกษา คำแนะนำกับผู้ใช้งาน รวมถึงสร้างกฎระเบียบ มาตรฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์ของบริษัทร่วมกันด้วย

4. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information
l  การทำงานของคอมพิวเตอร์จะเกี่ยวข้องตั้งแต่การนำข้อมูลเข้า (data)จนกลายเป็นข้อมูลที่สามารถใช้ประโยชน์ต่อได้หรือที่เรียกว่าสารสนเทศ (information)
l  ข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร และข้อมูลในรูปแบบอื่นๆเช่น ภาพ เสียง เป็นต้น
l  ข้อมูลที่จะนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์ ต้องแปลงรูปแบบหรือสถานะให้คอมพิวเตอร์เข้าใจเสียก่อน
l  สถานะหรือรูปแบบนี้เราเรียกว่า สถานะแบบดิจิตอล
สถานะแบบดิจิตอล

l  มีเพียง 2 สถานะเท่านั้นคือ เปิด (1) และ ปิด (0) เหมือนกับหลักการทำงานของไฟฟ้า
l  อาศัยการประมวลผลโดยใช้ ระบบเลขฐานสอง หรือที่เรียกว่า binary  system เป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วยตัวเลขเพียง 2 ตัวเท่านั้น คือ 0 กับ 1

สถานะแบบดิจิตอล


l  ตัวเลข 0 กับ 1 เราเรียกว่าเป็นตัวเลขฐานสองหรือไบนารีดิจิต(binary digit) มักเรียกย่อๆว่า บิต (bit) นั่นเอง
l  เมื่อบิตหลายตัวรวมกันจำนวนหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับรหัสการจัดเก็บ) เช่น 8 บิต เราจะเรียกหน่วยจัดเก็บข้อมูลนี้ใหม่ว่าเป็น ไบต์ (byte) ซึ่งสามารถใช้แทน ตัวอักษร ตัวเลข อักขระพิเศษที่เราต้องการป้อนข้อมูลเข้าไปในเครื่องแต่ละตัวได้
l  กลุ่มตัวเลขฐานสองต่างๆที่นำเอามาใช้นี้ จะมีองค์กรกำหนดมาตรฐานให้ใช้บนระบบคอมพิวเตอร์อยู่หลายมาตรฐานมาก
l  ที่รู้จักดีและเป็นนิยมแพร่หลายคือมาตรฐานของสถาบันมาตรฐานแห่งสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่า รหัสแอสกี (ASCII : American Standard Code for Information Interchange)



หน่วยวัดความจุข้อมูล

ค่าโดยประมาณมีค่าใกล้เคียงกับ 1,000 และค่าอื่น ๆ เช่น MB มีค่าใกล้เคียง 1,000,000 จึงนิยมเรียกว่าเป็น kilo (ค่าหนึ่งพันหรือ thousand) และ mega (ค่าหนึ่งล้านหรือ million)


ตัวอย่างการคำนวณความจุ
l  ขนาดความจุฮาร์ดดิสก์ของผู้ขาย = 40 GB
                                                                                                   = 40 000 000 000 bytes
l  เมื่อทำการ Format (ซึ่งใช้หน่วยวัดข้อมูลต่างกัน) จะได้ค่าใหม่ดังนี้
 แปลงหน่วยเป็น KiB = 40 000 000 000 / 1024
                                                          = 39 062 500 KiB
 แปลงหน่วยเป็น MiB = 39 062 500 / 1024
                                                          = 38 146.97265625 MiB
 แปลงหน่วยเป็น GiB = 38 146.97265625 / 1024
                                                                = 37.252902984619140625 GiB
                                                                หรือประมาณ 37 GiB
การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์
l  ยุคแรกใช้บัตรเจาะรูเพื่อควบคุมลายทอผ้า
l  นำบัตรแบบใหม่มาประยุกต์ใช้มากขึ้น เช่น IBM 80 Column
l  พัฒนามาใช้สื่อแบบใหม่มากขึ้นจนถึงปัจจุบัน
การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์

l  ยุคแรกใช้บัตรเจาะรูเพื่อควบคุมลายทอผ้า
l  นำบัตรแบบใหม่มาประยุกต์ใช้มากขึ้น เช่น IBM 80 Column
l  พัฒนามาใช้สื่อแบบใหม่มากขึ้นจนถึงปัจจุบัน
การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์
การนำข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็น 2 วิธีด้วยกันคือ
1. ผ่านอุปกรณ์นำเข้า (input device)
2. ผ่านสื่อเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง (secondary storage)
1. ผ่านอุปกรณ์นำเข้า (input device)
l  เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด
l  นำข้อมูลเข้าไปยังคอมพิวเตอร์โดยตรง
l  ผ่านอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลหลายชนิด ขึ้นอยู่กับรูปแบบของข้อมูล เช่น
l  คีย์บอร์ด (keyboard) สำหรับข้อมูลประเภทตัวอักษร หรืออักขระพิเศษ
l  สแกนเนอร์ (scanner) สำหรับข้อมูลประเภทภาพ
l  ไมโครโฟน (microphone) สำหรับข้อมูลประเภทเสียง
l  ฯลฯ

2. ผ่านสื่อเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง
(
secondary
storage)
l  ดึงเอาข้อมูลที่ได้บันทึกหรือเก็บข้อมูลไว้ก่อนแล้วโดยใช้ สื่อเก็บบันทึกข้อมูลสำรอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ ดิสเก็ตต์ หรือซีดี
l  เครื่องคอมพิวเตอร์จะอ่านข้อมูลเหล่านี้โดยอาศัยเครื่องอ่านสื่อโดยเฉพาะ เช่น ฟล็อปปี้ไดรว์ ซีดีรอมไดรว์
l  บัตรเจาะรูจัดอยู่ในกลุ่มการนำเข้าข้อมูลวิธีนี้เช่นกัน (ปัจจุบันไม่พบเห็นการใช้งานแล้ว)


กิจกรรมและความสัมพันธ์ของแต่ละองค์ประกอบ
l  ขั้นป้อนข้อมูลเข้า (User Input)
l  ขั้นร้องขอบริการ (Service requests)
l  ขั้นสั่งการฮาร์ดแวร์ (Hardware Instructions)
l  ขั้นประมวลผลลัพธ์ (Processing results)
l  ขั้นตอบสนองบริการ (Service responses)
l  ขั้นแสดงผลลัพธ์ (Program Output)



พื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์
l  หลักการทำงานพื้นฐานประกอบด้วยหน่วยที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วย ดังนี้
1. หน่วยประมวลผลกลาง (central processing unit)
2. หน่วยความจำหลัก (primary storage)
3. หน่วยความจำสำรอง (secondary storage)
4. หน่วยรับและแสดงผลข้อมูล (input/output unit)
5. ทางเดินของระบบ (system bus)

พื้นฐานการทำงานของคอมพิวเตอร์


1.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
ส่วนประกอบที่สำคัญภายในของซีพียู แบ่งออกได้ดังนี้
                1.หน่วยควบคุม (Control Unit)
                2.หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU : Arithmetic                 and Logic Unit)
                3. รีจิสเตอร์ (Register)

1.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)

1.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
1. หน่วยควบคุม (Control Unit)
l  ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทุกๆหน่วยในซีพียูรวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วง
l  เริ่มตั้งแต่การแปลคำสั่งที่ป้อนเข้าไป โดยการไปดึงคำสั่งและข้อมูลจากหน่วยความจำมาแล้วแปลความหมายของคำสั่ง
l  จากนั้นส่งความหมายที่ได้ไปให้หน่วยคำนวณและตรรกะเพื่อคำนวณและตัดสินใจว่าจะให้เก็บข้อมูลไว้ที่ใด
1.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
2. หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU : Arithmetic and Logic Unit)
l  ทำหน้าที่ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ (arithmetic) เช่น การคูณ ลบ บวก หาร
l  เปรียบเทียบข้อมูลทางตรรกศาสตร์ (logical) ว่าเป็นจริงหรือเท็จ
l   อาศัยตัวปฏิบัติการเปรียบเทียบพื้นฐาน 3 ค่า คือ มากกว่า น้อยกว่าและ เท่ากับ
3. รีจิสเตอร์ (Register)
l  พื้นที่สำหรับเก็บพักข้อมูลชุดคำสั่ง ผลลัพธ์ และข้อมูลที่เกิดขึ้นขณะที่ซีพียูประมวลผลเพียงชั่วคราวไม่ถือว่าเป็นหน่วยความจำ
l  รับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง และทำงานภายใต้การควบคุมของหน่วยควบคุมเช่นเดียวกับหน่วยอื่นๆ
3. รีจิสเตอร์ที่สำคัญโดยทั่วไป (อาจแตกต่างกันออกไปตามรุ่นของซีพียู) มีดังนี้
l  Accumulate Register ใช้เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการคำนวณ
l  Storage Register เก็บข้อมูลและคำสั่งชั่วคราวที่ผ่านจากหน่วยความจำหลัก หรือรอส่งกลับไปที่หน่วยความจำหลัก
l  Instruction Register ใช้เก็บคำสั่งในการประมวลผล
l  Address Register บอกตำแหน่งของข้อมูลและคำสั่งในหน่วยความจำ
v  ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและคำสั่งตลอดจนผลลัพธ์ที่ได้จากการ
ประมวลผลของซีพียูเพียงชั่วคราวเช่นเดียวกัน
v   ปกติจะมีตำแหน่งของการเก็บข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันที่เรียกว่า
2.หน่วยความจำหลัก (Primary Storage)
l  ต่างจากรีจิสเตอร์ตรงที่เป็นการเก็บมูลและคำสั่งเพื่อที่จะ เรียกใช้ได้ในอนาคตอันใกล้ (ไม่เหมือนกับรีจิสเตอร์ที่เป็นเพียงแหล่งพักข้อมูลซึ่งเกิดขึ้นขณะที่ซีพียูประมวลผลเท่านั้น)
                 แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
2.1 รอม (ROM : Read Only Memory)
2.2 แรม (RAM : Random Access Memory)

2.1 รอม (ROM : Read Only Memory)
l  หน่วยความจำที่อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเขียนหรือบันทึกเพิ่มเติมได้
l  ใช้เก็บคำสั่งที่ใช้บ่อยและเป็นคำสั่งเฉพาะ
l  ข้อมูลใน ROM จะอยู่กับเครื่องอย่างถาวร ถึงแม้ไฟจะดับหรือปิดเครื่องไปก็ไม่สามารถทำให้ข้อมูลหรือคำสั่งในการทำงานต่างๆหายไปได้
l  นิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า nonvolatile memory
l  มีหลายชนิดเช่น PROM, EPROM, EEPROM เป็นต้น
2.2 แรม (RAM : Random Access Memory)
l  หน่วยความจำที่จดจำข้อมูลคำสั่งในระหว่างที่ระบบกำลังทำงานอยู่
l  สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตลอดเวลา
l  หากไฟดับหรือมีการปิดเครื่อง ข้อมูลในหน่วยความจำนี้จะถูกลบเลือนหายไปหมด
l  นิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า volatile memory
l  มีหลายชนิดเช่น SDRAM, DDR SDRAM, RDRAM
2. หน่วยความจำสำรอง (Secondary Storage)
l  ใช้สำหรับเก็บและบันทึกข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อเรียกข้อมูลนั้นใช้ในภายหลังได้ (เก็บไว้ใช้ได้ในอนาคต) มีหลายชนิดมาก เช่น
l  ฮาร์ดดิสก์                              
l  ฟล็อปปี้ดิสก์
l  Flash Drive
l  CD
l  ฯลฯ
3. หน่วยรับข้อมูลและคำสั่ง (Input Unit)
l  คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะมีหน่วยรับข้อมูลและคำสั่งเข้าสู่ระบบ
l  แปลงข้อมูลผ่านอุปกรณ์นำข้อมูลเข้า เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ สแกนเนอร์ เป็นต้น
l  ส่งต่อข้อมูลที่ป้อนเข้าให้กับส่วนของหน่วยประมวลผลกลาง เพื่อทำหน้าที่ตามคำสั่งที่ได้รับมา
l  หากขาดส่วนรับข้อมูลและคำสั่ง มนุษย์จะไม่สามารถติดต่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ได้
4.หน่วยแสดงผลลัพธ์ (Output Unit)
l  แสดงผลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (เรียกว่า soft copy) เช่น จอภาพคอมพิวเตอร์
l  หรืออยู่ในรูปแบบของ hard copy เช่น พิมพ์ออกมาเป็น กระดาษออกทางเครื่องพิมพ์
l  อาจอาศัยอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ลำโพง สำหรับการแสดงผลที่เป็นเสียงได้
5. ทางเดินระบบ (System Bus)
l  เส้นทางผ่านของสัญญาณเพื่อให้อุปกรณ์ระหว่างหน่วยประมวลผลกลางและหน่วยความจำในระบบสามารถเชื่อมต่อกันได้
l  เปรียบกับถนนที่ให้รถยนต์วิ่งไปยังสถานที่ใดที่หนึ่ง หากถนนกว้างหรือมีมากเท่าใด การส่งข้อมูลต่อครั้งก็ยิ่งเร็วและมากขึ้นเท่านั้น
l  จำนวนเส้นทางที่ใช้วิ่งบนทางเดินระบบ เรียกว่า บิต (เปรียบเทียบได้กับเลนบนถนน)
5. ทางเดินระบบ (System Bus)
l  จำนวนเส้นทางที่ใช้วิ่งบนทางเดินระบบ เรียกว่า บิต (เปรียบเทียบได้กับเลนบนถนน)


เวลาคำสั่งงานและเวลาปฎิบัติการ
l  ช่วง I-Time (Instruction Time) หรือเวลาคำสั่งงาน
l  อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 (Fetch และ Decode) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงเอาคำสั่งและแปลความหมายเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ
l  ช่วง E-Time (Execution Time) หรือเวลาปฏิบัติการ
l  อยู่ขั้นตอนที่ 3 และ 4 (Execute และ Store) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณและนำผลลัพธ์ไปเก็บเพื่อรอให้เรียกใช้

เวลาคำสั่งงานและเวลาปฎิบัติการ
l  ช่วง I-Time (Instruction Time) หรือเวลาคำสั่งงาน
l  อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 (Fetch และ Decode) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงเอาคำสั่งและแปลความหมายเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ
l  ช่วง E-Time (Execution Time) หรือเวลาปฏิบัติการ
l  อยู่ขั้นตอนที่ 3 และ 4 (Execute และ Store) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณและนำผลลัพธ์ไปเก็บเพื่อรอให้เรียกใช้
เวลาคำสั่งงานและเวลาปฎิบัติการ
l  ช่วง I-Time (Instruction Time) หรือเวลาคำสั่งงาน
l  อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 (Fetch และ Decode) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงเอาคำสั่งและแปลความหมายเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ
l  ช่วง E-Time (Execution Time) หรือเวลาปฏิบัติการ
l  อยู่ขั้นตอนที่ 3 และ 4 (Execute และ Store) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณและนำผลลัพธ์ไปเก็บเพื่อรอให้เรียกใช้

เวลาคำสั่งงานและเวลาปฎิบัติการ
l  ช่วง I-Time (Instruction Time) หรือเวลาคำสั่งงาน
l  อยู่ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 (Fetch และ Decode) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดึงเอาคำสั่งและแปลความหมายเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ
l  ช่วง E-Time (Execution Time) หรือเวลาปฏิบัติการ
l  อยู่ขั้นตอนที่ 3 และ 4 (Execute และ Store) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคำนวณและนำผลลัพธ์ไปเก็บเพื่อรอให้เรียกใช้
ที่มา
http://web.yru.ac.th/~nipon/4000108/4000107.htm